|
เขียนโดย CM-Land.com
|
|
วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2011 เวลา 04:10 น. |
|
กู้สั้นหรือกู้ยาว ::
แต่ละคนจะขอวงเงินสินเชื่อบ้านได้สูงสุดเท่าไรซึ่งก็ได้บอกไปแล้วว่าส่วน หนึ่งจะขึ้นอยู่กับอายุของผู้ขอกู้ด้วย เพราะปกติธนาคารจะให้กู้ได้สูงสุดที่อายุ 60 ปี ดังนั้นหากมีอายุ 35ปีก็จะเหลือเวลากู้ได้สูงสุด 25 ปี แต่ถ้าอายุ 45 ปีแล้ว ก็กู้ได้สูงสุด15 ปีนั่นเอง แต่ทีนี้พอถึงเวลาต้องกรอกใบสมัครขอวงเงินสินเชื่อเข้าจริงในช่องวงเงินที่ขอส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาเพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวเอง ต้องการกู้เท่าไร แต่พอถึงช่องที่ต้องกรอกระยะเวลาขอกู้ส่วนใหญ่ก็จะชะงักและเงยหน้าขึ้นถามว่า
จะขอกู้กี่ปีดี? คนอายุ 35 ปีนี้ก็จะมีคำถามต่อว่า แล้วฉันควรจะกู้เต็ม 25ปีหรือเลือกกู้แค่ 15 ปีดี ส่วนคนอายุ 45 ปีก็จะถามเช่นกันว่าแล้วฉันควร จะกู้ 15 ปีหรือแค่ 10 ปีดีล่ะ
กู้สั้นกับกู้ยาวจะมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร คำแนะนำในที่นี้คือให้ยื่นขอกู้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพราะนอกจากค่างวดรายเดือนจะน้อย ภาระไม่มากแล้ว ข้อดีอีกประการหนึ่งของการกู้ยาวคือหากว่าความสามารถในการผ่อนชำระของเรามีมากกว่าค่างวดนั้นอยู่แล้ว ก็ค่อยเอาส่วนนั้นไปตัดต้นหรือที่เรียกว่า“โปะ” ทีหลังให้เสียดอกน้อยกว่าดีกว่า เพราะทุกเดือนที่เราจ่ายค่างวดไป ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยจากเงินต้นณ เดือนนั้น ดังนั้น โดยปกติช่วงแรกๆ เราจึงโดนดอกเบี้ยสูงเพราะคำนวณค่างวดจากเงินต้นที่เหลืออยู่เกือบเต็มเท่า กับเราเอาเงินไปเสียดอกเบี้ยมากในช่วงแรก เงินที่ไปตัดต้นก็น้อย เท่ากับว่าเงินที่เราจ่ายไปในช่วงแรกๆ นั้นคือการจ่ายดอกเบี้ยเสียเป็นส่วนใหญ่
ถ้าเลือกผ่อนระยะสั้น อัตราการผ่อนต่อเดือนก็จะสูงและดอกเบี้ยระยะสั้นจะต้องเสียดอกเบี้ยในช่วงต้นๆ จะสูงตามไปด้วย ดังนั้นจึงควรกู้ยาวๆ นานๆ ดีกว่า ตัวอย่างเช่น เปรียบเทียบการกู้ระยะสั้น 20 ปี อัตราการผ่อนเดือนละ10,000 บาทกับกู้ระยะยาว 30 ปีอัตราการผ่อนเดือนละ 6,000 บาท เท่ากับมีส่วนต่างอยู่ 4,000 พันบาท
ถ้าเดือนหนึ่งเรามีความสามารถในการผ่อนได้ 10,000 บาทสบายๆ อยู่แล้ว ก็ให้เลือกกู้ 30 ปี แล้วเอาส่วนต่าง 4,000 บาทไปตัดต้น แต่ถ้าผ่อนเดือนละ 10,000 บาทเงินที่ผ่อนช่วงต้นซึ่งปกติจะมีทั้งต้นและดอกอยู่ในนั้น โดยเฉลี่ยช่วงต้นที่ธนาคารจัดเก็บอาจจะอยู่ที่ 70-80% จากค่างวดนั้นเท่ากับว่าจากเงิน 10,000 บาทที่จ่ายไป เราอาจโดนดอกเบี้ย 70% ให้ธนาคารเท่ากับ 7,000 บาทและจ่ายเงินต้นแค่ 3,000 บาท ถ้าเลือกผ่อน 30 ปี ค่างวดเดือนละ 6,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ย 80%จากเงินก้อนนั้น เท่ากับเราจ่ายดอกเบี้ย 4,800 บาทและจ่ายเงินต้น 1,200บาท แต่เรามีกำลังเหลืออีก 4,000 บาทที่จะตัดต้นทันทีได้
ดังนั้น ถ้าเลือกแบบหลังเท่ากับจ่ายเงินต้น 1,200 รวมกับการโปะอีก4,000 บาท เท่ากับเดือนนั้นเราตัดต้นได้ 5,200 บาทและเสียดอกเบี้ยแค่ 4,800 บาทพูดง่ายๆ คือแทนที่จะไปจ่ายดอกเบี้ยสูงๆให้เลือกกู้ยาวแล้วเอาเงินที่เหลือไปโปะเงินต้นดีกว่า เพราะธนาคารจะคิดดอกเบี้ยในเดือนถัดไปจากเงินต้นที่เหลือ ณสิ้นเดือนล่าสุดหรือเรียกว่าวิธีการคิดแบบลดต้นลดดอก เช่นจาก 1 ล้านเหลือ 950,000 บาท เดือนต่อไปก็คิดดอกเบี้ยจาก 950,000 บาททันที
ทั้งนี้ ต้องถามถึงเงื่อนไขของธนาคารด้วย เช่นกำหนดการผ่อนขั้นสูงหรือขั้นต่ำของแต่ละเดือนไว้หรือไม่อนุญาตให้โปะตั้งแต่เดือนที่เท่าไร หรือหากปิดบัญชีก่อนกำหนดจะต้องเสียค่าปรับหรือไม่และเท่ากับเท่าไรเป็นต้น ถ้าเงื่อนไขยืดหยุ่นพอให้โปะได้ ส่วนใหญ่ก็จะออมไว้ก่อนแล้วค่อยโปะกันทีเดียว จากส่วนนี้จะเห็นได้ว่าอายุผู้กู้จึงมีผลอย่างมากเพราะถ้าอายุน้อยก็เหลือเวลากู้ได้นานหน่อย ดังนั้น ถ้ามีคนอายุมากกับอายุน้อยกู้ร่วมกัน ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ "ต่อรอง"ธนาคารใช้คนอายุน้อยกว่าเป็นผู้กู้หลัก จะได้เหลือเวลากู้ได้นานๆ เพื่อให้ได้เรทอัตราการผ่อนต่อเดือนน้อย แต่ละเดือนจะมีภาระไม่มาก แม้ในทางปฏิบัติแล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะผ่อนกันหมดก่อนครบเทอมทั้งนั้นแต่อย่าลืมว่าถ้าเลือกกู้ยาวกว่า หากผ่อนจนครบเทอม บ้านแบบเดียวกันหลังที่ผ่อน 30 ปี จะแพงกว่าหลังที่ผ่อน 25 ปีแน่นอน
|